คลังเก็บหมวดหมู่: BLOG

NISSIN และต้นกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลก!

NISSIN และต้นกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลก!

เวลาท้องหิวแต่ยังไม่ถึงเวลามื้ออาหาร เวลากลับบ้านเหนื่อยๆ และไม่มีแรงทำกับข้าว หรือเวลาอยากประหยัดตอนช่วงสิ้นเดือนสิ้นใจ เชื่อว่าในเวลาแบบนี้คงมีหลายคนไม่น้อยที่หันไปพึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เป็นเพื่อนยามยาก และไม่ใช่แค่เราเท่านั้น เพราะทั่วโลกมีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากถึง 1 แสน 6,400 ล้านซองใน 1 ปี (จากการคาดคะเนของ WINA: World Instant Noodles Association เมื่อปี 2019)

instant noodles all

แต่ระหว่างที่รอ 3-5 นาทีให้มื้อด่วนของเราได้ที่ เพื่อนๆ เคยสงสัยถึงที่มาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสุดสะดวกนี้บ้างไหมเอ่ย? ถ้าใช่ มาทำความรู้จักที่มาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูประหว่างรอไปพลางกันค่ะ!

อันโดะ โมโมฟุคุ ผู้ให้กำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และ NISSIN

ando momofuku
อันโดะ โมโมฟุคุ (安藤百福)

อันโดะ โมโมฟุคุ เป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญคนหนึ่งของญี่ปุ่น ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะผู้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและผู้ก่อตั้ง NISSIN นอกจากนี้ อันโดะยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจ ซึ่งในวัยเพียง 23 ปี อันโดะมีกิจการเกี่ยวกับผ้าและสิ่งทอเป็นของตัวเอง และยังประสบความสำเร็จในกิจการอื่นๆ รวมถึงการก่อตั้งโรงเรียนอีกด้วย

ญี่ปุ่นหลังสงคราม และผู้คนที่ต่อแถวรอ “ราเม็งชามเดียว”

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงในปี 1945 ญี่ปุ่นอยู่ในภาวะที่ขัดสนและยังไม่ฟื้นตัว วันหนึ่งขณะเดินในเมือง อันโดะสังเกตเห็นผู้คนที่ต่อแถวยาวเหยียดหน้าร้านราเม็งแผงลอยเพื่อรอราเม็งชามเดียว แม้ว่าญี่ปุ่น ณ ตอนนั้นจะมีการสนับสนุนให้ประชาชนบริโภคอาหารที่ทางอเมริกาจัดหาให้ แต่ทั้งหมดนั้นก็มีเพียงขนมปังและบิสกิตที่ทำจากข้าวสาลีเท่านั้น แต่มาคิดๆ ดูแล้ว ราเม็งเองก็ทำมาจากข้าวสาลีเหมือนกัน และคนญี่ปุ่นเองก็คุ้นเคยและชอบราเม็งด้วย “ทำไมเราถึงไม่สนับสนุนให้คนญี่ปุ่นได้กินราเม็งกันนะ?” นี่คือคำถามที่อันโดะคิดขณะมองแถวหน้าร้านราเม็ง ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการอาหารที่ซ่อนอยู่ในสังคม  สล็อตเว็บตรง

จุดเริ่มต้น และโจทย์ในการพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

“มีวิธีไหนที่จะทำให้ทุกคนหาราเม็งกินได้ง่ายกว่านี้ไหมนะ?” อันโดะคิดต่อจนปิ๊งไอเดียราเม็งแบบใหม่ขึ้นมา นั่นคือ “ราเม็งที่ทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน ขอแค่มีน้ำร้อน” ซึ่งราเม็งแบบใหม่นี้ต้องตอบโจทย์ทั้ง 5 ข้อนี้ให้ได้

1.ต้องอร่อย

ต้องไม่ใช่แค่อร่อยธรรมดาเท่านั้น แต่ต้องเป็นความอร่อยที่ทำให้กินแล้วรู้สึกว่า “อยากกินอีก” ด้วย เป็นรสชาติที่ทำให้อยากกินอีกไม่รู้จบ

2.ต้องปรุงได้ง่าย

ต้องไม่ใช้เวลามากในการปรุง และต้องไม่ยุ่งยาก เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของครัวเรือนญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกและยุคต่อๆ มา

3.ต้องเก็บไว้ได้นาน

ในยุคสมัยที่ยังไม่มีตู้เย็น ราเม็งแบบใหม่นี้ต้องสามารถเก็บไว้ได้นานในอุณหภูมิห้องโดยไม่เน่าเสียง่าย

4.ต้องราคาถูก

ราเม็งแบบใหม่นี้ต้องเป็นทั้งสินค้าที่มีคุณภาพและมีราคาที่เหมาะสมที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

5.ต้องสะอาดและปลอดภัย

เพราะความสะอาดและปลอดภัยเป็นโจทย์พื้นฐานที่อาหารทุกชนิดต้องตอบให้ได้ ราเม็งแบบใหม่นี้ก็ต้องตอบโจทย์นี้เช่นกัน

โจทย์ที่ยากที่สุด “เส้นราเม็งที่แห้งและเก็บได้นาน”

เส้นราเม็งที่เป็นหัวใจหลักของราเม็งแบบใหม่คือโจทย์ที่ยากที่สุดในการพัฒนาราเม็งแบบใหม่ เพราะนอกจากจะต้องเก็บได้นานแล้ว ยังต้องเป็นเส้นราเม็งที่คืนรูปกลับมาเป็นเส้นราเม็งนุ่มๆ ได้เพียงเทน้ำร้อนลงไปเท่านั้น

วันหนึ่งอันโดะเดินเข้าไปในห้องครัวขณะที่ภรรยากำลังทอดเท็มปุระอยู่ ตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นว่าแป้งเท็มปุระคายความชื้นออกมาเป็นฟองอากาศเมื่อถูกทอดในน้ำมัน เหลือเพียงแป้งฟูแห้งกรอบ แต่แป้งนั้นก็นิ่มได้ง่ายๆ เมื่อจิ้มน้ำจิ้มเท็มปุระ อันโดะจึงลองนำเส้นราเม็งไปทอดด้วยหลักการเดียวกันดู

สิ่งที่ได้ คือเส้นราเม็งที่แห้งกำลังดีและสามารถเก็บได้นาน และเมื่อเทน้ำร้อนลงไป น้ำจะซึมเข้าไปตามรูอากาศในเส้นที่เกิดขึ้นตอนแป้งถูกทอดและคายความชื้นออกมา ทำให้เส้นราเม็งแห้งกรอบกลับคืนเป็นเส้นราเม็งนุ่มอร่อยได้ในอึดใจเดียว

25 สิงหาคม วันเปิดตัวบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลก และ “วันราเม็ง”

 

วันที่ 25 สิงหาคม ปี 1958 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลกก็ถูกเปิดตัว นั่นคือ Chicken Ramen ของ NISSIN ที่เป็นรสซุปไก่หอมและปรุงได้ง่ายๆ เพียงเติมน้ำร้อนและรอ 2 นาทีเท่านั้น ซึ่งความสะดวกและอร่อยทำให้ Chicken Ramen เป็นนวัตกรรมแห่งยุคที่ถูกเรียกว่าเป็น “ราเม็งวิเศษ” และนับจากนั้น ทุกวันที่ 25 สิงหาคมนับเป็น “วันราเม็ง (ラーメン記念の日)” เพื่อระลึกถึงต้นกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตแห่งยุค

หลังเปิดตัว Chicken Ramen ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ยอดขายดีถล่มทลาย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ Chicken Ramen ขายดีได้ขนาดนี้ก็เพราะเหตุผลหลักๆ ดังนี้

1. ช่วงปี 1958 เป็นเวลา 13 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองและครัวเรือนของญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัว และ Chicken Ramen ที่ซื้อตุนไว้ได้ในราคาถูก (35 เยน) และยังปรุงได้ง่ายก็สามารถตอบโจทย์ของครอบครัวญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวได้ดี

2. เมื่อ 1 ปีก่อนเปิดตัว Chicken Ramen ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกได้เปิดตัวในญี่ปุ่นพร้อมนำระบบการจำหน่ายสินค้าแบบตะวันตกเข้ามา ทำให้เอื้อต่อจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปในปริมาณมาก รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่าง Chicken Ramen ด้วย

3. สื่อโทรทัศน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในการดึงดูดความสนใจของผู้คน แม้ตอนนั้นศักยภาพในการกระจายข่าวสารในวงกว้างของโทรทัศน์จะยังไม่เป็นที่ประจักษ์ แต่อันโดะเข้ามาเป็นสปอนเซอร์รายการโทรทัศน์อย่างรวดเร็วและผลิตโฆษณาต่างๆ ของ Chicken Ramen และผลิตภัณฑ์ NISSIN ซึ่งประสบความสำเร็จตามความนิยมของสื่อโทรทัศน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ความสำเร็จอย่างล้นหลามของ Chicken Ramen นี้ได้ต่อยอดมายังอีกนวัตกรรมของยุค นั่นคือ Cup Noodle ที่เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยแรกของโลก รอติดตามอ่านตอนต่อไปกันนะคะ!

รู้จัก NISSIN เพิ่มเติมได้ที่
NISSIN Official Website: nissin.com
Chicken Ramen Official Website (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น): chickenramen.jp
NISSIN Foods Thailand: nissinthailand.com/th/
NISSIN Foods Thailand (Fanpage): Nissin Foods Thailand

คนญี่ปุ่นดื่มกาแฟเพื่อให้ขับถ่ายคล่องและป้องกันท้องผูก

จริงหรือเปล่า? คนญี่ปุ่นดื่มกาแฟเพื่อให้ขับถ่ายคล่องและป้องกันท้องผูก

คนจำนวนมากมีปัญหาท้องผูกขับถ่ายไม่ปกติ และใช้วิธีต่างๆ เพื่อบรรเทาอาการท้องผูก หนึ่งในวิธีการที่คนญี่ปุ่นใช้เพื่อช่วยให้การขับถ่ายคล่องและป้องกันท้องผูกคือการดื่มกาแฟ มารู้เหตุผลว่าทำไมกาแฟช่วยให้การขับถ่ายคล่อง และรู้วิธีการดื่มกาแฟเพื่อช่วยให้การขับถ่ายคล่องตามคำแนะนำของคนญี่ปุ่นกันนะคะ

ทำไมการดื่มกาแฟช่วยให้การขับถ่ายคล่องและป้องกันท้องผูก

กาแฟมีส่วนผสมของคาเฟอีน ซึ่งมีผลในการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่เพื่อขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย นอกจากคาเฟอีนแล้วในกาแฟยังมีส่วนผสมของน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ที่สกัดจากส่วนผสมของเมล็ดกาแฟบด โอลิโกแซคคาไรด์เป็นอาหารที่ดีของแบคทีเรียชนิดดีที่อาศัยอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้ลำไส้มีสภาพแวดล้อมที่ดีซึ่งทำให้การขับถ่ายดีตามไปด้วย

นอกจากนี้การดื่มกาแฟผสมนมจะยิ่งช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากคนเอเชียมีเอนไซม์แลคเตสสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสน้อย ส่งผลให้น้ำตาลแลคโตสไม่ถูกย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล็ก แต่จะถูกส่งไปยังลำไส้ใหญ่ ที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียบิฟิโดแบคทีเรียม ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ช่วยปรับให้สภาพแวดล้อมของลำไส้ดี

วิธีการดื่มกาแฟเพื่อบรรเทาและป้องกันอาการท้องผูก

ดื่มกาแฟตอนเช้าขณะที่ท้องยังว่าง

ส่วนผสมในกาแฟจะไปกระตุ้นการทำงานของลำไส้และกระตุ้นให้มีการเคลื่อนตัวของลำไส้ใหญ่ ส่งผลในการขับถ่ายอุจจาระ เพื่อให้ผลดีควรดื่มกาแฟในตอนเช้าประมาณ 1 ถ้วย หากดื่มมากเกินไปกาแฟมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำผ่านทางปัสสาวะ ทำให้น้ำในร่างกายมีไม่เพียงพอที่จะทำให้ของเสียในลำไส้ใหญ่นิ่มและอ่อนตัวเพื่อขับออกทางอุจจาระ วิธีแก้ไขสำหรับคนที่ดื่มกาแฟแล้วปัสสาวะบ่อยคือ ให้ดื่มน้ำตามไปอย่างน้อยหนึ่งแก้วหลังจากดื่มกาแฟ

ใส่น้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์แทนน้ำตาล

สำหรับคนที่ชอบหวาน การใช้สารให้ความหวานที่ทำจากน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ เช่น ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ แทนน้ำตาล จะยิ่งทำให้การขับถ่ายง่ายขึ้น เนื่องจากโอลิโกแซคคาไรด์เป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมในลำไส้ดีและช่วยเสริมให้การขับถ่ายดี

เติมน้ำมันมะกอกลงไปดื่มพร้อมกับกาแฟ

น้ำมันมะกอกมีกรดโอเลอิก ซึ่งมีผลในการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ และช่วยให้อุจจาระที่อยู่ในลำไส้ใหญ่นิ่ม ส่งผลให้ขับถ่ายออกจากร่างกายได้ง่าย วิธีการชงแกแฟทำได้โดยเติมน้ำมันมะกอกลงไปในกาแฟประมาณ 2-3  หยดหรือประมาณ 1 ช้อนชา คนให้เข้ากันและนำมาดื่ม

 

วิธีการป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูกดังข้างต้นน่าจะถูกใจผู้อ่านที่รักกาแฟนะคะ อย่างไรก็ตามต้องระวังไม่ดื่มกาแฟมากเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ได้ผลตรงกันข้ามแล้วก็ยังทำให้ใจสั่นและเต้นเร็วผิดปกติและทำให้นอนไม่หลับได้ค่ะ  สล็อตเว็บตรง

”ยากิโซบะ” ผัดซอสอย่างญี่ปุ่น เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

”ยากิโซบะ” ผัดซอสอย่างญี่ปุ่น เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ท่านผู้อ่านเวลาไปร้านอาหารญี่ปุ่น ชอบสั่ง “ยากิโซบะ” กันไหมครับ? ผู้เขียนเองนานๆ ทีจะสั่งกิน มันเป็นอาหารง่ายๆ ดูบ้านๆ ที่พอคิดดูก็แปลกประหลาดดี เส้นบะหมี่แบบจีน (หลายร้านชอบใช้เส้นอวบหนาคล้ายหมี่ฮกเกี้ยน) แต่คลุกซอสรสเหมือนซอสทงคัตสึ? แล้วมันก็กลายเป็น “อาหารญี่ปุ่น” ตลกดีแท้ วันนี้เรามาศึกษาประวัติความเป็นมาของมันด้วยกันนะครับ

หมี่ผัด (ชาวเมี่ยน 炒麵) ถือว่าเป็น “อาหารจีน” เมนูหนึ่งที่แผ่ไปไกล และเข้าไปผสมกลมกลืนจนกลายเป็นหมี่ผัดแบบท้องถิ่นในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น “หมี่โกเร็ง” อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ใส่มะเขือเทศ ใส่ซัมบัล (น้ำพริก) กลายเป็นหมี่ผัดรสเผ็ด หรือ “หมี่ชา” ของเขมร ส่วนไทยเราดูจะนิยมเส้นก๋วยเตี๋ยว (ซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้า) มากกว่าจนกลายเป็น “ผัดไทย” (คำว่า “หมี่” ในที่นี้คืออาหารเส้นจากแป้งสาลี) แต่ว่าจะหมี่โกเร็งหรือผัดไทยมันก็เป็นอาหารที่ใส่เครื่องปรุงและรสชาติ “แบบท้องถิ่น” ทั้งนั้น

แล้วทำไมยากิโซบะของญี่ปุ่นถึงไพล่ไปใส่ซอสเหมือนซอสทงคัตสึไปได้?

ยากิโซบะคลุกซอสอย่างญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นไม่แน่ชัด โดยมากมักว่ามันเกิดขึ้นใน “ตลาดมืด” หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เส้นที่ใช้สำหรับยากิโซบะเป็นเส้นบะหมี่จีน แต่ไม่ใช่เส้นบะหมี่ดิบ คือต้องเอาไปนึ่งหรือต้มไว้ก่อนเอามาผัด

เส้นบะหมี่อย่างจีนนั้นจริงๆ เริ่มเข้ามาตอนปลายยุคเอโดะ สมัยก่อนอาหารที่เราเรียกว่า “ราเม็ง” ในทุกวันนี้ จริงๆ แต่ก่อนเรียกว่า “จูกะโซบะ” (โซบะจีน) พอหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในคันโตเมื่อปีไทโชที่ 12 (พ.ศ. 2466) ราเม็งก็ได้รับความนิยมในฐานะอาหารแผงลอย นัยว่ากินแล้วอุ่นกะเพาะดี แน่นอนว่ายากิโซบะมีอยู่ในญี่ปุ่นในเวลานั้น

ในไชน่าทาวน์นั้น คนจีนหลายคนที่อพยพมาอยู่นั้นมาจากมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีหมี่ผัดหลากหลายที่สุด ตั้งแต่หมี่ผัดซีอิ๊วธรรมดาไปจนถึงหมี่ผัดราดหน้า บางทีก็มีก๋วยเตี๋ยว (เส้นแป้งข้าวเจ้า) ผัดด้วย นั่นก็คือหมี่ผัดอย่างจีนต้องเข้ามาในญี่ปุ่นมาก่อน (สงครามโลกครั้งที่สอง) แล้วแน่นอน อย่างไรก็ตาม เราอาจอนุมานได้ว่ายากิโซบะผัดซอสอย่างญี่ปุ่นต้องเกิดทีหลังราเม็ง ก็คือเกิดหลังสิ้นยุคไทโชนั่นเอง

ย้อนกลับมาที่ทฤษฎีที่วา “ยากิโซบะผัดซอส” อย่างญี่ปุ่นเกิดหลังสงครามโลกครั้งสอง หากทฤษฎีข้อนี้เป็นจริงก็มีมูลให้เชื่อเกี่ยวกับลักษณะของยากิโซบะผัดซอสที่เรารู้จักในปัจจุบันด้งนี้

ตอนหลังสงคราม แน่นอนว่าแป้งสาลี (ที่เอาไว้ทำเส้นบะหมี่) นั้นหายาก เลยต้อง “เพิ่มปริมาณ” ด้วยการใส่กะหล่ำปลีเข้าไป แต่พอใส่กะหล่ำปลีมากๆ รสชาติหมี่ผัดจะจืด ก็เลยต้องหาซอสรสเข้มๆ มาใส่? ผลคือการเอา “วูสเตอร์ซอส” (คือซอสเปรี้ยวของฝรั่งอังกฤษอย่างซอสตราไก่งวง) แบบญี่ปุ่นมาใส่? ซึ่งน่าจะติดมาจากที่คนญี่ปุ่นชอบซอสอย่างที่กินกับทงคัตสึหรือโครอกเกะมาตั้งแต่ปลายยุคเมจิ? ว่ากันว่าต้นยุคโชวะเด็กนักเรียนชอบซอสแบบนี้มากขนาดเอาราดข้าวกินกับข้าวเปล่าๆ ก็มี

“วูสเตอร์ซอส” (Worcester sauce) นั้น มีที่มาจากอังกฤษ โดยมีความเป็นมาอยู่สองทฤษฎี ทฤษฎีแรกคือแม่บ้านในแถบ Worcestershire ของอังกฤษเอาเศษผักกับแอปเปิ้ลใส่พริกไทยและมัสตาร์ด เกิดกลายเป็นซอสที่อร่อยมาก (ฟังดูค่อนข้างมั่วๆ) อีกทฤษฎีหนึ่งคือเมื่อท่านลอร์ด Marcus Sandys ผู้ว่าการรัฐเบงกอลกลับมาจากอินเดียในปี ค.ศ. 1800 เขาได้นำซอสเผ็ดของอินเดียกลับมา แล้วไหว้วานนาย John W. Lea และ William Perrins ให้ทำออกมาให้เป็นสินค้าขายได้ เลยกลายเป็นวูสเตอร์ซอสยี่ห้อ Lea & Perrins ขายกันจนถึงทุกวันนี้

Lea & Perrins worcestershire sauce 150ml
วูสเตอร์ซอส Lea & Perrins  ที่มา wikipedia.org

“วูสเตอร์ซอส” ถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายยุคเอโดะจนถึงต้นยุคเมจิ แล้วในที่สุดคนญี่ปุ่นก็ทำซอสในแบบของตัวเองขาย ที่โอซาก้า Echigoya Sangyo นั้นผลิต “Mitsuya Sauce” (三ツ矢ソース) ออกมาขายในปีเมจิที่ 27 (พ.ศ. 2437) พอปีเมจิที่ 29 Yamashiroya ก็ผลิต “ซอสตราสมอ” (เดิมเรียก 錨印ソース ปัจจุบันเรียก イカリソース อิคาริซอส) ออกมาขายบ้าง และหลังจากนั้นก็มีผู้ผลิตเจ้าต่างๆ ผลิตซอสขายแข่งออกมามากมาย

ตอนแรกคนญี่ปุ่นใส่ซอสเหมือนเวลาใส่โชยุ คือเทลงไปจั๊กๆ แต่วูสเตอร์ซอสอย่างอังกฤษแท้ๆ นั้นกลิ่นเครื่องเทศจัดไปหน่อย และก็ออกเผ็ด ผู้ผลิตซอสของญี่ปุ่นเลยปรับสูตรใส่ผักและผลไม้ให้ออกหวาน เลยกลายเป็น “วูสเตอร์ซอสแบบญี่ปุ่น” ไป ซึ่งก็เป็นของที่คนญี่ปุ่นนิยมพอๆ กับอาหารฝรั่ง (โยโชคุ)

แล้วทำไมยากิโซบะของญี่ปุ่นถึงไพล่ไปใส่วูสเตอร์ซอสไปได้?

ในยุคโชวะมีอาหารกินเล่นอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมที่โตเกียว เรียกว่า “ดอนดอนยากิ” どんどん焼き ส่วนคันไซเรียกว่า “อิสเซ็นโยโชกุ” (一銭洋食 “อาหารฝรั่งแดงเดียว”) มันคือการเอาแป้งสาลีละลายน้ำมาปิ้ง พับบ้างม้วนบ้าง ใส่กะหล่ำปลีและต้นหอมแล้วทาซอส ขายตามร้านขายขนมเป็นของกินสำหรับเด็กๆ ที่เรียกว่า “อาหารฝรั่ง” เพราะใส่ซอสอย่างฝรั่ง (ถึงจะเป็นซอสฝรั่งอย่างญี่ปุ่นก็เถอะ) อาหารตัวนี้แหละคือบรรพบุรุษของโอโคโนมิยากิ (お好み焼き) ที่อาซาคุสะ โตเกียว มีร้าน “อาซาคุสะโซเมะทาโร่” (浅草染太郎) ขายโอโคโนมิยากิตั้งแต่ปีโชวะที่ 12 (พ.ศ. 2480) ซึ่งปรากฏว่าในรายการอาหารที่เขียนแปะผนังร้าน มี “ยากิโซบะ” ด้วย ราคา 5 เซ็น (100 เซ็น เท่ากับ 1 เยน) เป็นไปได้ไหมว่า วูสเตอร์ซอสแบบที่เอาใส่โอโคโนมิยากิก็เริ่มมีเอามาใส่เส้นบะหมี่แล้วผัดด้วยตั้งแต่ตอนนั้น? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แปลว่ายากิโซบะผัดซอสเกิดตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว      UFABET เว็บตรง

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ผลิตซอสส่วนใหญ่หยุดผลิตไป หลังจากสงครามไม่นาน ก็กลับมาผลิตใหม่อีกครั้งและยากิโซบะผัดซอสก็ปรากฏว่ามีขายในตลาดมืด พร้อมกับอุด้งและโซซุย (雑炊) ซอสยากิโซบะแบบข้นๆ เหนียวๆ เกิดมีขึ้นในราวปีโชวะที่ 25 (พ.ศ. 2493) พอปีโชวะที่ 38 (พ.ศ. 2506) บริษัทนิชชินได้เปิดตัวบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “Nissin Yakisoba” ใส่น้ำและเส้นลงในกระทะก้นแบน โรยผงรสซอสลงไป ให้ความร้อนจนน้ำระเหย ก็จะได้ยากิโซบะ พอวางขายปั๊บก็ฮิตระเบิดเถิดเทิง

มาถึงจุดนี้ยากิโซบะก็กลายเป็นอาหารยอดฮิตมีไปทั่ว แถมแต่ละที่ท้องถิ่นก็มีสูตรยากิโซบะของตัวเองพลิกแพลงไปอีก และในที่สุด เราคนไทยก็รู้จัก “ยากิโซบะ” ผ่านร้านอาหารญี่ปุ่นไปจนถึงร้านบะหมี่ญี่ปุ่น สงสัยวันนี้พรุ่งนี้ต้องหายากิโซบะกินแล้วครับผม ขอให้เจริญอาหารนะครับ

10 อันดับส่วนผสมที่คนญี่ปุ่นไม่อยากให้ใส่ในแกงกะหรี่ญี่ปุ่น!?

10 อันดับส่วนผสมที่คนญี่ปุ่นไม่อยากให้ใส่ในแกงกะหรี่ญี่ปุ่น!?

เมื่อพูดถึงอาหารญี่ปุ่นแล้วทุกคนนึกถึงอะไรกันบ้างคะ? ซูชิ ราเม็ง ยากิโซบะ ทาโกะยากิ และที่ขาดไม่ได้เลย “ แกงกะหรี่ ” นั่นเองค่ะ! พูดได้ว่าแกงกะหรี่นั้นนับเป็นอาหารประจำชาติของญี่ปุ่นเลยทีเดียว แน่นอนว่าเป็นอาหารที่ทำไม่ยาก หากคิดจะลองทำเมนูอาหารญี่ปุ่นที่บ้านดู แกงกะหรี่ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ เพียงแค่นำมันฝรั่ง แครอท หอมใหญ่ และเนื้อสัตว์ไปต้มแล้วใส่ก้อนแกงกะหรี่สำเร็จรูปทุกอย่างก็อร่อยลงตัวสุดๆ!

ในเมื่อเป็นอาหารที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชอบแถมยังทำง่าย ก็อยากทำให้มีรสชาติที่ถูกใจและสามารถทานได้อย่างสบายใจ เว็บไซต์ J Town ของญี่ปุ่น จึงได้ทำการสำรวจแต่ละจังหวัดในประเทศญี่ปุ่นโดยใช้แบบสอบถามในหัวข้อ “ส่วนผสมที่ไม่อยากให้ใส่ในแกงกะหรี่” (จำนวนโหวตทั้งหมด: 1,305) เพื่อดูว่าคนญี่ปุ่นทำแกงกะหรี่กันอย่างไร แต่ละอันดับมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!

อันดับที่ 1 ได้แก่ “ไข่ต้ม” นั่นเอง!


ทำไมกันนะ? ทั้งที่ไข่ต้มเป็นอาหารที่ไม่น่าจะทำให้แกงกะหรี่รสชาติเสียสักหน่อย แต่ดูเหมือนว่า “ไข่ต้ม” อาจจะเหมาะกับการเป็นท็อปปิ้งมากกว่า และไม่ได้เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับแกงกะหรี่อีกด้วย

อันดับที่ 2 ได้แก่ “มันฝรั่ง”


คนฮอกไกโดกว่า 20% โหวตอันดับที่ 2 นี้ แม้ว่า “มันฝรั่ง” จะเป็นของขึ้นชื่อของฮอกไกโดก็ตาม แต่กลับพบว่าคนฮอกไกโดกว่า 1 ใน 4 ไม่ต้องการให้ใส่มันฝรั่งลงไปในแกงกะหรี่ แม้ว่าการใส่มันฝรั่งลงไปจะช่วยไปเพิ่มรสสัมผัสให้กับแกงกะหรี่ แต่ถ้าเคี่ยวมากเกินไปมันจะกลายเป็นแป้งและทำให้แกงกะหรี่ข้นจนเกินไป และทำให้เสียรสชาติของเครื่องเทศได้

อันดับที่ 3 ได้แก่ “อาหารทะเล”


หากคุณใส่อาหารทะเลลงไปต้มในแกงด้วยล่ะก็ ลองจินตนาการถึงกลิ่นคาวที่ปนอยู่สิคะ น้ำแกงข้นๆ กลิ่นเครื่องเทศและความเผ็ดของแกงกะหรี่ กับกลิ่นคาวของอาหารทะเลนั้นไม่เข้ากันจริงๆ

อันดับที่ 4 ได้แก่ “แครอท”


คนที่ไม่ชอบเจ้าผักสีส้มนี่นั้นมีมากกว่าที่คิด อันที่จริงผู้เขียนเองก็ไม่ชอบแครอทเหมือนกันค่ะ แต่เมื่อพูดถึงแกงกะหรี่แครอทก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะจะช่วยเพิ่มความหวานของน้ำแกงได้ดี แม้ว่าจะมีเนื้อสัมผัสคล้ายมันฝรั่งแต่ก็แทบจะไม่มีผลกระทบต่อรสชาติของแกงกะหรี่เลย (ไม่ละลายเหมือนมันฝรั่ง)

มาดูอันดับที่เหลือกันค่ะ

 

อันดับที่ 5 ส่วนผสมอื่นๆ
อันดับที่ 6 ทงคัตสึ
อันดับที่ 7 เนื้อไก่
อันดับที่ 8 เนื้อวัว
อันดับที่ 9 เนื้อหมู
อันดับที่ 10 หอมใหญ่

อันดับที่ 5 ถูกแทนด้วยตัวเลือกแบบเลือกตอบจึงไม่ทราบว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง และแม้แต่ทงคัตสึที่ดูจะเข้ากับแกงกะหรี่ญี่ปุ่นมากๆ ก็มาอยู่ถึงอันดับที่ 6 เลยทีเดียว ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นแม้จะไม่ชอบแครอท แต่ก็ใส่ทุกครั้งเลยค่ะเพื่อสีสันที่สวยงาม พอเคี่ยวจนได้ที่ก็นุ่มและทานง่ายขึ้น ว่าแล้วก็ต้องออกไปซื้อของมาทำแกงกะหรี่สักหม้อแล้วล่ะค่ะ!      UFABET เว็บตรง

5 อาหารที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานแทนข้าวขาวเพื่อให้น้ำหนักลดลงได้ง่าย

5 อาหารที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานแทนข้าวขาวเพื่อให้น้ำหนักลดลงได้ง่าย

การลดน้ำหนักที่เคร่งครัดมักจะทำให้ล้มเลิกความตั้งใจได้เร็ว เนื่องจากความเครียดในการอยากรับประทานโน่นนี่รวมถึงข้าวที่ให้พลังงานสูงแต่เมื่อรับประทานแล้วทำให้รู้สึกพึงใจ มารู้จักอาหาร 5 ชนิดที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานแทนข้าวเพื่อลดความเครียดจากการต้องอดอาหารที่ชอบและทำให้รู้สึกอิ่มนาน ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการลดน้ำหนักได้ดีกันค่ะ

ข้าวบาร์เลย์

ข้าวบาร์เลย์อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำซึ่งช่วยป้องกันการเพิ่มของระดับในเลือดที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังมื้ออาหาร ส่งผลในการลดการสะสมของไขมันในร่างกาย อีกทั้งข้าวบาร์เลย์มักจะพองตัวได้ดีกว่าข้าวขาวจึงทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็วและนาน วิธีการรับประทานทำได้ง่ายโดยการนำมาหุงรวมกับข้าว หรือจะรับประทานเฉพาะข้าวบาร์เลย์ก็ได้

ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกาย อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังเป็นอาหารที่มีความสมดุลของเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำซึ่งช่วยในการเติบโตของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ และเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำซึ่งช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี วิธีการรับประทานอาจจะรับประทานพร้อมนม โยเกิร์ต หรือนำข้าวโอ๊ต 50 กรัมมาเติมน้ำ 50 มิลลิลิตร แล้วนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 2 นาที แล้วนำมารับประทานแทนข้าวก็ได้

เต้าหู้หรือกากเต้าหู้

เต้าหู้อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกาย วิธีการนำเต้าหู้มารับประทานแทนข้าวทำได้โดยนำเต้าหู้มาแยกน้ำออก บดพอละเอียดและนำไปคั่วจนน้ำแห้งแล้วนำมารับประทานแทนข้าว นอกจากนี้ยังอาจจะใช้กากเต้าหู้มาคั่วจนสุกก็ได้

กะหล่ำดอก

ปัจจุบันมีข้าวกะหล่ำดอกที่ได้จากการแปรรูปโดยนำกะหล่ำดอกมาปั่นให้ละเอียดจนมีลักษณะคล้ายข้าว แล้วนำมาปรุงให้สุกโดยเติมเกลือหรือพริกไทยลงไปเล็กน้อย ด้วยมีน้ำตาลน้อยข้าวกะหล่ำดอกจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนญี่ปุ่นนำมารับประทานแทนข้าวในช่วงที่กำลังลดน้ำหนัก

ผักประเภทหัว

 

ผักประเภทหัว ได้แก่ มันฝรั่ง มันเทศ และเผือก เป็นต้น แม้จะมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมค่อนข้างสูง แต่เมื่อรับประทานแล้วพวกมันจะพองตัวได้ดีทำให้อิ่มท้องเร็ว อีกทั้งมันเหล่านี้ยังมีโพแทสเซียม วิตามิน และเส้นใยอาหารในปริมาณที่สูงกว่าข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซีในมันเหล่านี้จะไม่ถูกทำลายได้ง่ายโดยความร้อน ดังนั้นเมื่อรับประทานในปริมาณที่พอประมาณจะช่วยในการลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณแข็งแรง และไม่ป่วยง่ายด้วย      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ในขณะที่กำลังลดน้ำหนักอยู่นั้น การเก็บกดความอยากถือเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะจะทำให้รู้สึกเครียดจนไม่อยากที่จะลดน้ำหนักอีกต่อไป ดังนั้นการเลือกอาหารทดแทนเพื่อให้รู้สึกว่าเติมเต็มความอยากกินอาหาร นอกจากจะทำให้บรรลุผลที่ต้องการแล้วก็ยังทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยค่ะ

การเดินทางของ “ไดฟุกุ” จากฟาสต์ฟู้ดในสมัยเอโดะสู่ขนมหวานยอดฮิตในปัจจุบัน

การเดินทางของ “ไดฟุกุ” จากฟาสต์ฟู้ดในสมัยเอโดะสู่ขนมหวานยอดฮิตในปัจจุบัน

สายหวานที่ชื่นชอบขนมญี่ปุ่นคงไม่มีใครไม่รู้จัก ไดฟุกุ แป้งห่อถั่วแดงลูกกลมนุ่มนิ่ม วากาชิที่เหมาะกับชาเขียวเป็นที่สุด แต่กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็นไดฟุกุแบบในปัจจุบัน น้องต้องผ่านอะไรมากมายเลยทีเดียว เราไปดูประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของขนมชนิดนี้กัน!

ไดฟุกุเป็นขนมญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจาก うずら餅 (uzura mochi) หรือโมจินกกระทา ซึ่งทำขึ้นในช่วงครึ่งหลังของสมัยมุโรมาจิ ที่ชื่อนี้เพราะมีรูปร่างที่ดูเหมือนไข่นกกระทา ในช่วงเวลานั้น น้ำตาลถือเป็นของหรูหราฟุ่มเฟือย คนทั่วไปก็หาใช้ไม่ได้ง่าย ๆ uzura mochi ในสมัยนั้นจึงเป็นไส้ถั่วแดงที่ปรุงรสเกลือ เรียกว่า 塩餡 (shio an)

 

uzura mochi เป็นอาหารที่ทานแล้วอยู่ท้อง อิ่มได้นาน ทำให้มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกว่า 腹太餅 (hara buto mochi) , 大腹餅 (daifuku mochi) หมายถึง โมจิท้องอ้วน และเป็นที่นิยมของคนทั่วไป บ้างก็มีการผสมถั่วลันเตาและหญ้าโยโมกิลงบนผิวภายนอกของโมจิ เพื่อให้มีรสสัมผัสและรสชาติที่หลากหลาย

หลังจากนั้นในปี 1771 ซึ่งเป็นช่วงครึ่งหลังของสมัยเอโดะ ขนมโมจิเวอร์ชันใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยหญิงหม้ายชื่อ โอทามะ นางอาศัยอยู่ในเอโดะโคอิชิคาวะ และได้ทำขนมโมจิแบบใช้น้ำตาลปรุงรสแทนเกลือ อบบนเตาให้ความร้อนสำหรับขายในฤดูหนาว ในชื่อ お多福餅 (otafuku mochi) และว่ากันว่านี่คือต้นแบบของไดฟุกุในปัจจุบัน

 

หลายสิบปีให้หลัง otafuku mochi ก็กลายเป็นที่นิยมไปทั่วเอโดะในชื่อ 大福餅 (daifuku mochi) อย่างที่เราคุ้นเคยกัน และด้วยความที่เป็นอาหารที่ทานแล้วอยู่ท้อง ไดฟุกุจึงกลายเป็นเหมือนอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ฮอตฮิตติดปากกันทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างเช่นในหนังสือจากสมัยเอโดะ ก็ได้อธิบายเกี่ยวกับภาพที่พ่อค้านึ่งไดฟุกุร้อน ๆ และเดินขายในคืนฤดูหนาว

การทำขนมไดฟุกุในปัจจุบัน นิยมใช้แป้งกิวฮิซึ่งเป็นแป้งโมจิประเภทหนึ่ง เพื่อไม่ให้ไดฟุกุแข็งง่าย ยังนิ่มตลอดเวลา แต่ในสมัยนั้นจะใช้แป้งโมจิแท้ ๆ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ไดฟุกุก็จะแข็งขึ้น จึงต้องนำไปอบหรือนึ่งให้นิ่มก่อนทาน

ในที่สุดไดฟุกุก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศจนมีรูปแบบหลากหลายไปตามท้องถิ่น แต่กระนั้น น้ำตาลก็ยังคงถือเป็นสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือย ทำให้ในสมัยเมจิและไทโชก็ยังนิยมทาน 塩大福 (shio daifuku) หรือ ไดฟุกุแบบใส่เกลือกันอยู่ แม้กระทั่งในปัจจุบัน บริเวณรอบ ๆ จังหวัดไซตามะก็นิยมทาน 塩あんびん (shio anbin) ซึ่งเป็นไดฟุกุแบบไม่หวาน

塩大福 (shio daifuku)

 

塩あんびん (shio anbin)

 

ตั้งแต่นั้นมา ไดฟุกุก็เริ่มได้รับความสนใจจากต่างประเทศในฐานะขนมญี่ปุ่นสมัยเก่า จนกลายเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก

 

โดยทั่วไปแล้วผู้คนมักมองว่าอาหารที่ดี คืออาหารที่ยังคงสูตรดั้งเดิมโดยไปเปลี่ยนแปลงแม้จะผ่านไปหลายสิบปี แต่ในอีกมุมหนึ่ง อาหารที่ดีก็สามารถนำมาดัดแปลงเป็นรูปแบบใหม่ ๆ ได้ไม่รู้จบ เช่นเดียวกับไดฟุกุผลไม้ที่เริ่มมาจากสตรอว์เบอร์รี จนตอนนี้มีทั้งเมล่อน องุ่มมัสแคต ส้ม แตงโม และลูกพีช

 

 

น้ำตาลซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของราคาแพงและไม่ค่อยถูกนำมาใช้ ปัจจุบันก็ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคสมัยใหม่ของไดฟุกุ ส่วนเกลือที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องปรุงรสแทนน้ำตาลที่ราคาสูง ตอนนี้ก็ถูกนำมาใช้มากกว่าเดิมเพื่อเสริมรสชาติ เนื่องจากรสของเกลือจะช่วยเพิ่มความหวานได้เป็นอย่างดี

โอ้โหหห กว่าจะมาเป็นไดฟุกุที่ทุกคนชื่นชอบ ไม่คิดเลยว่าขนมญี่ปุ่นแสนอร่อยชนิดนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงมามากมายตั้งแต่อดีต แถมในปัจจุบันยังดัดแปลงเป็นรูปแบบใหม่ ๆ อีกมากมาย ว่าแล้วก็ไปหามาทานมั่งดีกว่า ^^    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

รถบัสสายด่วน IGA NINJA LINER จากตัวเมืองนาโกย่า ตรงสู่หมู่บ้านนินจา “อิกะ อูเอโนะ” เปิดให้บริการแล้ว

รถบัสสายด่วน IGA NINJA LINER จากตัวเมืองนาโกย่า ตรงสู่หมู่บ้านนินจา “อิกะ อูเอโนะ” เปิดให้บริการแล้ว

ด้วยความมุ่งหวังให้สนามบินชูบุ เซ็นแทรร์เป็นเสมือนประตูสู่โลกของนินจาและซามูไร นักรบผู้เก่งกาจสายเลือดญี่ปุ่น ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่บริเวณแถบภาคกลางของประเทศและยังเป็นถิ่นกำเนิดของ 3 ซามูไรวีรบุรุษแห่งแดนอาทิตย์อุทัยผู้เป็นที่เคารพรักของชาวญี่ปุ่นอันได้แก่ โอดะ โนบุนากะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และ โทกุกาวะ อิเอยาสึ โดยในภูมิภาคกลางนี้มีสถานที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ปราสาทที่ล้อมรอบด้วยหิน และเทคนิคค่ายกลต่าง ๆ ซึ่งถูกใช้โดยเหล่าซามูไร และนินจาในสมัยก่อน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกลยุทธ์และเทคนิคอันแยบยลของนักรบญี่ปุ่น

เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว ทางสนามบินจึงขอแนะนำบริการรถบัสด่วน “IGA NINJA LINER” เส้นทางระหว่างนาโกย่าไปยังหมู่บ้าน “อิกะ อูเอโนะ” หรือหมู่บ้านนินจาในจังหวัดมิเอะ โดยใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 40 นาที และให้บริการ 8 รอบต่อวัน

ซึ่งตั๋ว “IGA NINJA LINER” ที่จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 12 มกราคม ปี 2019 นี้ เป็นตั๋วแพคเก็จที่สามารถใช้โดยสารรถบัสสายด่วนระหว่างนาโกย่าไปยังหมู่บ้านนินจา “อิกะ อูเอโนะ” และใช้ผ่านประตูพิพิธภัณฑ์นินจาอิกะริว รวมทั้งยังใช้สำหรับร่วมกิจกรรมปาดาวกระจาย ได้อีกด้วย

หมู่บ้านนินจา “อิกะ อูเอโนะ” เป็นแหล่งกำเนิดนินจาของประเทศญี่ปุ่น ในหมู่บ้านยังมีมีพิพิธภัณฑ์นินจา “อิกะริว” ที่รวบรวมความรู้และความน่าสนใจเกี่ยวกับนินจาไว้ในที่เดียวและยังเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมของผู้มาเยือนประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของนินจา ทั้งยังได้เดินทัวร์ไปพร้อมกับไกด์ที่แต่งตัวเป็นนินจา เที่ยวชมคฤหาสน์นินจา “คาราคุริ ยะชิกิ” ที่เต็มไปด้วยกับดักอันน่าสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้ยังมีการแสดงนินจาสุดอลังการ โดย “อาชูระ” จากกลุ่มนินจาอิกะอันมีชื่อเสียง ที่ทำการแสดงมากกว่า 1,500 ครั้งต่อปีด้วย  UFABET เว็บตรง

 

โดยสนามบินชูบุ เซ็นแทรร์ ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองนาโกย่าเพียง 28 นาที มีสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ-นาโกย่า ด้วยกัน 3 สายการบิน ได้แก่ สายการบินไทย สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ และล่าสุดสายการบินแอร์เอเชีย เอ็กซ์ รวมทั้งหมด 4 เที่ยวบินต่อวัน นับว่าเป็นสนามบินที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคกลางของประเทศญี่ปุ่น

[ ข้อมูลรถบัสสายด่วน IGA NINJA LINER ]
เส้นทาง : เมเท็ตสึบัสเซ็นเตอร์ (นาโกย่า) ไปยังหมู่บ้านนินจา”อิกะ อูเอโนะ”
ให้บริการ : 8 เที่ยวต่อวัน
ระยะเวลาเดินทาง : 1 ชั่วโมง 40 นาที (อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร)
ดำเนินงานรถบัสโดย : บริษัท มิเอะโคซือ (Mie Kotsu)

[ ข้อมูลเกี่ยวกับตั๋ว IGA NINJA LINER ]
สามารถใช้งานได้กับ :
-ตั๋วโดยสารรถบัสด่วนระหว่างเมเท็ตสึบัสเซ็นเตอร์ (นาโกย่า) และหมู่บ้านนินจา “อิกะ อูเอโนะ”
-บัตรผ่านประตูพิพิธภัณฑ์นินจาอิกะริว
-บัตรเข้าร่วมปาดาวกระจาย
-บัตรผ่านประตูพิพิธภัณฑ์ดันจิริ
-ของที่ระลึก
ราคาพิเศษ : [ไป-กลับ] 4,600 เยน (ปกติ 5,156 เยน) [เที่ยวเดียว] 3,000
เยน (ปกติ 3,306 เยน)
ระยะเวลาในการใช้ตั๋ว :
สามารถใช้เดินทางไปกลับได้ภายใน 2 วันนับจากวันที่ซื้อตั๋วเดินทางเที่ยวเดียวต้องใช้ภายในวันเดียว
สถานที่จำหน่ายบัตร :
1.ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว (Central Japan Travel Center) สนามบินชูบุเซ็นแทรร์ ล็อบบี้ขาเข้า ชั้น 2 เวลา 9:00 – 21:00
2.เมเท็ตสึบัสเซ็นเตอร์ (นาโกย่า) ฝั่งประตูทางออกมิเอะโคซือ ชั้น 3 เวลา 8:00 – 20:00
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสนามบินชูบุ เซ็นแทรร์ ได้จากเว็บไซต์ : www.centrair.jp/th และเพจเฟสบุ๊ค ChubuNagoya
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมู่บ้านนินจา “อิกะ อูเอโนะ : www.iga-travel.jp

ให้มันเป็นสีชมพู!! ที่สถานีแห่งความรัก ณ จังหวัดทตโทริ

ให้มันเป็นสีชมพู!! ที่สถานีแห่งความรัก ณ จังหวัดทตโทริ

ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องการทำอะไรต่อมิอะไรให้ออกมาดูน่ารัก คาวาอิได้เสมอ แม้แต่ในสถานีห่างไกลท่ามกลางหุบเขาก็ยังมีสถานีน่ารักๆอย่างสถานี Koi Yamagata ในจังหวัดทตโทริ ที่ทั้งสถานีเต็มไปด้วยสีชมพู ถึงสถานีนี้จะมีจำนวนผู้ใช้บริการต่อวันเพียงไม่กี่คน และเป็นสถานีที่ไม่มีผู้ดูแล แต่การเป็นสถานีที่ขึ้นชื่อว่าเป็น power spot ช่วยเรื่องความสัมพันธ์และช่วยให้รักสมหวังก็ทำให้มีผู้ที่ขับรถเพื่อมายังสถานีแห่งนี้อยู่ไม่ขาดสาย โดยในเดือนมิถุนายน 2018 ก็เป็นฤกษ์ดีที่การก่อสร้างห้องพักผู้โดยสารของสถานีนี้เสร็จเรียบร้อย แถมยังมีการติดตั้งตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติซึ่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษอีกด้วย การปรับโฉมใหม่ของสถานีแห่งความรักแห่งนี้จะออกมาเป็นยังไงกันบ้าง ตามไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

รถไฟสาย Chizu Express สถานี Koi Yamagata

สถานี Koi Yamagata ตั้งอยู่ในจังหวัดทตโทริ ตรงบริเวณที่ใกล้กับจังหวัดโอคายามะ เป็นสถานีหนึ่งของรถไฟสาย Chizu Express ที่แล่นเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเฮียวโงะ ผ่านจังหวัดโอคายามะ มุ่งสู่จังหวัดทตโทริ สถานีนี้เป็นสถานีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ดูแล และมีผู้ใช้บริการขึ้นลงที่สถานีแค่วันละ 3-4 คน มีรถไฟจอดแค่ชั่วโมงละ 1 ขบวนเท่านั้น หรือในบางช่วงเวลาก็อาจจะเป็นต่อ 2 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ในตอนแรกมีแผนที่จะตั้งชื่อสถานีนี้ว่า “Inaba Yamagata” แต่ด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าของคนในพื้นที่ที่อยากจะให้มีคนแวะเวียนมาที่นี่จึงตกลงตั้งชื่อสถานีนี้ว่า “Koi Yamagata” (恋山形駅) ซึ่งคำว่า “Koi” ในภาษาญี่ปุ่นนอกจากจะแปลว่า “รัก” ได้แล้ว ยังแปลว่า “มานี่” ได้อีกด้วย แต่เพียงแค่การตั้งชื่อมันก็ยังไม่มีแรงดึงดูดพอ เลยเกิดเป็นโปรเจ็คต์เปลี่ยนสถานีแห่งนี้ให้กลายเป็น “สีชมพู”

ในประเทศญี่ปุ่นมีชื่อสถานีรถไฟที่มีคำว่า “รัก” (koi) อยู่ในชื่อสสถานีเพียง 4 แห่งเท่านั้น คือ สถานี Bokoi (母恋駅) ของ JR Hokkaido สถานี Koishihama (恋し浜駅) ของรถไฟสาย Sanriku สถานี Koigakubo (恋ヶ窪駅) ของรถไฟสาย Seibu และในภูมิภาคตะวันตกนั้นมีแค่ที่สถานี Koi Yamagata (恋山形) แห่งนี้เท่านั้น

 

ห้องพักผู้โดยสารแห่งรัก

นอกจากความน่ารักสดใสอันเป็นสีชมพูของสถานีนี้แล้ว อีกหนึ่งจุดขายของสถานีนี้ก็คือ การเป็นสถานีที่ช่วยให้ความรักสมหวัง จึงไม่ใช่แค่คนที่สนใจอยากจะมาเก็บภาพสถานีสีชมพูที่แปลกไม่เหมือนใครเท่านั้นแวะเวียนมาที่นี่ แต่ยังมีผู้คนที่อยากจะสมหวังในความรักแวะเวียนมาเพื่อขอพรอีกด้วยต่างหาก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเพราะคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้นั่งรถไฟมา กลับนั่งรถเพื่อมาที่สถานีรถไฟแห่งนี้แทน

 

ความพิเศษของสถานี Koi Yamagata ไม่ได้มีแค่สีชมพูสดใสเท่านั้น แต่ยังมี “ระฆังแห่งรัก” “ตู้ไปรษณีย์แห่งรัก” “ถนนแห่งรัก” ถูกสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในวันครบรอบวันเกิดสถานีในแต่ละปี

เส้นสีชมพูที่อยู่บริเวณหน้าสถานีก็คือ “ถนนแห่งรัก” ที่จะพาทุกคนไปสู่สถานีที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งขอพรเรื่องความรัก ถึงจะไม่ได้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ที่แห่งนี้ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจและความปรารถนาของผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่อยากจะให้ทุกคนที่มาเยือนที่นี่ได้สมหวังในรัก ระหว่างทางมายังสถานี ยังมีจุดถ่ายรูปน่ารักๆอย่างป้ายรูปหัวใจขนาดใหญ่ และตู้ไปรษณีย์สีชมพู ให้ผู้มาเยือนที่นี่ได้มีจุดถ่ายรูปตลอดทางไม่เบื่อ

ปี 2018 ถือเป็นปีครบรอบปีที่ 5 ทางสถานีจึงสร้าง “ห้องพักผู้โดยสารแห่งรัก” ไว้เป็นที่ระลึก โดยจะตั้งอยู่ด้านนอกของสถานี และภายในจะมีตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และโต๊ะรูปหัวใจสีชมพูเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ใช้บริการระหว่างรอรถไฟ

 

สถานีแห่งการขอพรด้านความรัก

ที่ชานชาลา 1 ของสถานีจะมีระฆังแห่งรักอยู่ และมีแผ่นไม้เอมะแชวนอยู่หลายอัน เหมือนอย่างที่มีกันตามศาลเจ้า แต่พิเศษตรงนี้แผ่นไม้เอมะของที่นี่จะเป็นรูปหัวใจ โดยแผ่นไม้ดังกล่าวสามารถซื้อได้จากตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่ตั้งอยู่ในห้องพักผู้โดยสารแห่งรัก ราคาอยู่ที่แผ่นละ 400 เยน

ใครที่อยากขอพรที่นี่ ก็แค่เขียนสิ่งที่ตัวเองอยากจะขอลงบนแผ่นไม้ และมาสั่นระฆังแห่งรัก แต่ถ้ามาที่สถานีแห่งนี้ตอนหลังพระอาทิตย์ตก ซึ่งทุกอย่างรอบตัวจะเงียบสงบเพราะอยู่ท่ามกลางหุบเขา แนะนำว่าให้เพื่อนๆเพียงเขียนขอพรเท่านั้น แต่ไม่จำเป็นต้องสั่นระฆังก็ได้ค่ะ เพราะเสียงสะท้อนอาจเป็นการรบกวนผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้ ก็เหมือนกับความรักน่ะแหละค่ะ รักที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นก็มักจะไม่สมหวังใช่ไหมละคะ?? แผ่นไม้เอมะเหล่านี้จะได้รับการนำไปเก็บไว้ที่ศาลเจ้า Hakuto ที่อยู่ในตัวจังหวัดปีละครั้ง  UFABET เว็บตรง

 

ส่งจดหมายรักผ่าน “ตู้ไปรษณีย์แห่งรัก”

อย่างที่บอกไปว่าที่นี่มีตู้ไปรษณีย์แห่งรักที่เป็นสีชมพูอีกด้วย ไม่ได้มีตั้งไว้ให้ถ่ายรูปเฉยๆนะคะ เพราะใช้งานได้จริง จะมีพนักงานมาเก็บจดหมายในตู้ทุกอาทิตย์และจะได้รับการประทับตราเป็นรูปหัวใจ แต่ถ้าอยากจะให้ไปถึงมือผู้รับ ก็ต้องไม่ลืมติดแสตมป์กันด้วยนะจ๊ะ

 

สำหรับใครที่อยากซื้อของฝากของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับไป นอกจากจะมีสินค้าที่ระลึกบางส่วนจำหน่ายที่ตู้อัตโนมัติแล้ว ยังมีสินค้าที่ระลึกอื่นๆของสถานี Koi Yamagata วางจำหน่ายที่สถานี Chizu, Ohara, Kamigori ของรถไฟสาย Chizu Express อีกด้วย หรือจะช็อปกันผ่านทางเว็บไซต์ของ Chizu Express ก็ได้เหมือนกัน เพื่อนๆคนไหนที่อยากสมหวังในรัก มีความสัมพันธ์ที่ดีๆ หรือแค่อยากเก็บภาพสวยๆ ก็สามารถแวะไปที่สถานี Koi Yamagata แห่งนี้กันได้เลยค่ะ

 

Koi Yamagata Station
ที่ตั้ง:Yazu District, Tottori
การเดินทาง:จากสถานี JR Osaka (Zairai line) เปลี่ยนรถที่สถานี Kamigori สาย Chizu Express ใช้เวลาประมาณ 3~4 ชั่วโมง หรือจากสถานี JR Tottori ใช้เวลาประมาณ 1~1:30 ชั่วโมง
ข้อมูลตั๋วโดยสาร:Chizu Express 1 day pass(ขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ใน 1 วัน ราคา 1,200 เยน)เซ็ตตั๋วโดยสารอื่นๆ เช่น ตั๋ว 2 วัน 2,000 เยน, ตั๋วสำหรับเดินทาง 2 ท่าน เป็นต้น

ด้วยพลังคลื่นความร้อน เกิดเป็นโครงการดีๆ ให้ยืมร่มญี่ปุ่นฟรีป้องกันภัยแดด!!

ด้วยพลังคลื่นความร้อน เกิดเป็นโครงการดีๆ ให้ยืมร่มญี่ปุ่นฟรีป้องกันภัยแดด!!

จากใจจริงของคนไทยที่เคยสัมผัสญี่ปุ่นในหน้าร้อน อยากจะบอกว่าหน้าร้อนของญี่ปุ่น เป็นความร้อนแบบที่คนไทยที่ชินกับอากาศร้อนอย่างเราๆ อย่าเผลอประเมินสถานการณ์ต่ำไปเด็ดขาดค่ะ เพราะหน้าร้อนของญี่ปุ่นเป็นอากาศร้อนที่มีความชื้นสูงมาก และการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเดินอยู่ภายนอกเป็นระยะทางไกลๆ อุปกรณ์ป้องกันแดดอย่าง “ร่ม” จึงเป็นสิ่งที่ควรมีพกติดตัวไว้เพื่อช่วยลดความร้อน และป้องกันการถูกทำร้ายจากรังสียูวีในแสงแดด

ด้วยการเล็งเห็นถึงความสำคัญของร่ม ทางสมาคมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่นจึงมีโครงการ มุ่งสู่ Heatstroke เป็น 0 (熱中症ゼロへ) ที่ริเริ่มเมื่อปี 2013 โดยในโครงการนี้ นอกจากจะมีการแจกแผ่นพับในรูปแบบพัดและจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันและอันตรายของ Heatstroke แล้ว โครงการนี้ยังมีกิจกรรมดีๆ อย่างการให้ยืมร่มญี่ปุ่นสวยๆ ไปใช้เดินเล่นในสวนกันแบบฟรีๆ อีกด้วย!

เดินถือร่มแบบญี่ปุ่น ในสวนญี่ปุ่นได้เลยฟรีๆ!

ด้วยอากาศที่ร้อนแบบทุบสถิติ ทำให้ทุกปีจะมีโปรเจ็คต์ให้ยืมร่มแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเพื่อใช้เดินชมสวนแบบญี่ปุ่นในกรุงโตเกียวได้แบบฟรีๆ โดยมีเงื่อนไขแค่ว่าจะต้องเป็นในช่วงเวลาที่ฟ้าเปิดและแดดออกเท่านั้น จุดประสงค์ของโปรเจ็คต์นี้มุ่งหวังที่จะให้ทุกคนปลอดภัยจากภาวะ Heatstroke หรือโรคลมแดด พร้อมกับให้ผู้คนได้สัมผัสกับศิลปะการทำร่มญี่ปุ่นแบบโบราณอีกด้วย
โปรเจ็คต์ให้ยืมร่มญี่ปุ่นฟรีๆ จะถูกจัดขึ้นทุกปีในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมจนถึงกันยายน เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดในปีนี้และจุดให้ยืมร่มได้จากเว็บไซต์ด้านล่าง

 

Official Website โครงการ Netsuzero: netsuzero.jp
Official Website กิจกรรมยืมร่มญี่ปุ่น: netsuzero.jp/wagasa

โปรเจ็คต์นี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ด้วยความที่ร่มญี่ปุ่นมีลวดลายและสีสันที่แสดงออกถึงความเป็นญี่ปุ่น และเหมาะกับบรรยากาศของสวนญี่ปุ่นอย่างที่สุด จึงไม่แปลกเลยที่จะกลายเป็นบริการที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว          UFABET เว็บตรง

Top 3 เครื่องเล่น Tokyo DisneySea ที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ!

Top 3 เครื่องเล่น Tokyo DisneySea ที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ!

Tokyo DisneySea แบ่งออกเป็น 7 โซนหลัก มีเครื่องเล่นน่าตื่นตาตื่นใจมากมายนับไม่ถ้วน จนเลือกไม่ถูกเลยว่าควรเล่นเครื่องเล่นอันไหนก่อนดี การจะเล่นให้หมดภายในครั้งเดียวแน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่หากได้เล่นเครื่องเล่นยอดนิยมล่ะก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีแน่นอน เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าจากโพลจัดอันดับของคนญี่ปุ่น Top 3 เครื่องเล่น Tokyo DisneySea ที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ มีอันไหนบ้างนะ

อันดับ 1 Tower of Terror

Tower of Terror อันดับ 1 ที่แตกต่างจากอันดับ 2 อย่างมากเลยล่ะ Tower of Terror เป็นเครื่องเล่นที่สร้างเป็นฉากสไตล์นิวยอร์คเมื่อปี 1912 มีเรื่องราวที่ว่าหลังจากการหายตัวไปอย่างลึกลับของเจ้าของโรงแรม ที่นี่จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นตึกแห่งความหวาดกลัว เป็นเครื่องเล่นที่เราต้องขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุดของตึก แล้วดิ่งลงมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัวอย่างรวดเร็วและน่าหวาดเสียว นอกจากเครื่องเล่นในโลกของ Disney แล้ว หลายคนยังชอบและเพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยากแบบนี้ล่ะ

อันดับ 2 Indiana Jones Adventure: Temple of the Crystal Skull

เครื่องเล่น Indiana Jones Adventure: Temple of the Crystal Skull ที่มาในธีมของภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones เราจะต้องสวมบทเป็นผู้ช่วยของ Indiana Jones เข้าร่วมคณะทัวร์ เมื่อคณะทัวร์เริ่มต้นเข้ามาภายในวิหาร Crystal Skull Guardian จึงเกิดโทสะ! ทัวร์สุดสยองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว! การผจญภัยบนเครื่องเล่นผาดโผนชวนหวาดเสียวแบบ Indiana Jones เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจและหลายคนต่างชื่นชอบเป็นอย่างมาก

อันดับ 3 Journey to the Center of the Earth

 

Journey to the Center of the Earth เครื่องเล่นที่เราสามารถนั่งรถสำรวจพื้นดิน เราจะไปสำรวจโลกใต้ดินลึกลับนำทางโดยนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ Captain Nemo และจะมีเหตุการณ์เกิดภูเขาไฟสั่นสะเทือนขึ้นมาขณะสำรวจพื้นดินอีกด้วย เป็นเครื่องเล่นที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความรวดเร็วและน่าหวาดเสียวเฉพาะตัวที่มีใน Tokyo DisneySea จนหลายคนติดใจต้องมาเล่นซ้ำเป็นจำนวนมาก

เราก็ทราบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะกับ Top 3 เครื่องเล่น Tokyo DisneySea ที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบกัน จะสังเกตได้ว่ามีแต่เครื่องเล่นผาดโผนชวนหวาดเสียวทั้งนั้นเลย เอาจริงก็ไม่แปลกเลยที่เครื่องเล่นชวนหวาดเสียวแบบนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน ก็แหมถ้าได้ลองเล่นอะไรที่ตื่นเต้นและท้าทายรับรองต้องสนุกและติดใจไม่รู้ลืม แต่บางคนอาจจะขยาดไปเลยก็ได้นะ แอบกระซิบว่าผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้นล่ะ…    UFABET เว็บตรง